แฮนด์เมดกับเทรนด์ใหม่ที่มาแรง

เดี๋ยวนี้ ด้วยความสามารถของเทคโนโลยี ทำให้สามารถผลิตสินค้าได้อย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ ที่มีให้เลือกซื้อหาได้อย่างง่ายดาย ทำให้ออกมาทันกับความต้องการของผู้บริโภค ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็เพราะความที่ทำออกมาได้ปริมาณเยอะๆ ทำให้มีราคาที่ถูกลงกว่าแต่ก่อนมาก เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคให้ได้ใช้สินค้าในราคาที่ถูกลงด้วยการแข่งขันทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ก็ต้องพยายามลดต้นทุนให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ได้ผลกำไรมากที่สุด

ซึ่งสิ่งของที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นนั้นจะมีเอกลักษณ์ที่เป็น สิ่งเดียวในโลก ที่ใช้สองมือของเราผลิตขึ้น ถึงแม้นจะเป็นสิ่งเหมือนกันก็ตาม โดยถ้าเปรียบเทียบกับการผลิตงานเป็นจำนวนมากในโรงงานที่มีกำลังการผลิตสิ่งของที่เหมือนๆกัน จะไม่เรียกมันว่าเป็นแฮนด์เมด แต่งานแฮนด์เมด นั้นจะไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องชองสูตรการผลิตแต่จะเน้นในเรื่องการเน้นทางด้านจินตนาการของผู้คิคค้น โดยชิ้นงานที่ทำออกมาด้วยมือสองมือและอาจใช้เครื่องมือประกอบด้วยเล็กน้อย เพื่อให้งานออกมารวดเร็วและสวยงาม แต่ส่วนมากแล้วจะไม่ใช้เครื่องจักรในลักษณะของงานที่ผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่าชิ้นงานแต่ละชิ้นนั้นจะเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร ดังนั้นราคาก็ย่อมจะแพงขึ้นเป็นธรรมดา

ปัจจุบันเทรนด์นี้ได้เริ่มเห็นชัดเจนขึ้น ดูได้จากเว็บขายสินค้างานฝีมือ ที่เกิดขึ้นมาอย่างมากมาย และเติบโตมากขึ้นทุกปี ดังข้อมูลจากหลายๆสื่อ เช่น ประชาชาติธุรกิจ ที่ได้กล่าวถึง เว๊ปขายสินค้าแฮนด์เมดออนไลน์ของต่างประเทศ ว่ามีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกๆปี และยังคงคอนเซป ที่ต้องเป็นงานทำมือเท่านั้น และคอนเซปนี้ก็ยังคงเข้มแข็ง ไม่เปลี่ยนแปลง และก็มีการโตขึ้นเรื่อยๆด้วย นั่นแสดงว่า ผู้บริโภคได้หันมาใช้ มาซื้อ สินค้าแฮนด์เมด หรือสินค้าทำมือ กันมากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละประเทศ ก็จะมีเว็บแนวนี้อยู่หลายๆที่ ที่โด่งดังในหลายๆประเทศ ที่เริ่มเปิด และเติบโตขึ้นเช่นกันบางคนมีไอเดีย แต่ไม่มีตลาด บางคนมีฝีมือแต่ผู้บริโภคไม่เห็น ดังนั้นเมื่อมีอินเตอร์เน็ตเข้ามา จึงก่อให้เกิดการพบเจอกันได้ง่ายขึ้น และจากตัวเลขที่แสดงให้เห็นนี้ จึงทำให้เห็นว่าผู้บริโภคนั้นมีความต้องการสินค้าที่ผลิตเองมีความยูนีคไม่เหมือนใคร

ดังนั้นสินค้าแฮนด์เมดนับว่าเป็นสินค้าที่มากแรงเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะผู้บริโภคหันมาสนใจสินค้าประเภทนี้เพื่อนำไปใช้และตกต่างบ้าน หรือสถานที่ต่างๆ ซึ่งนับได้ว่าเป็นธุรกิจที่น่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการ

กลยุทธ์สำหรับธุรกิจขายสินค้าทำมือ หรือ Handmade


สินค้าแฮนด์เมด จะมีความแตกต่างจากสินค้าที่จำหน่ายทั่วไป ตรงที่ขั้นตอนการผลิต ซึ่งต้องทำการผลิตชิ้นงานต่างๆ ขึ้นมาด้วยมือ เขาจึงเรียกชื่อให้ดูมีเสน่ห์แบบไทยๆ ว่า “งานทำมือ” งานเหล่านี้ไม่สามารถผลิตจากกรรมวิธีที่ใช้เครื่องจักรได้ ดังนั้น สินค้าแต่ละชิ้นถึงแม้จะมีรูปแบบ ดีไซน์เดียวกัน ก็อาจมีความแตกต่างในรายละเอียดของสินค้าแต่ละชิ้นที่ต่างกันไปได้ ซึ่งจะเป็นจุดสังเกตของลูกค้าในการเปรียบเทียบ เลือกซื้อ ชิ้นงานทำมือว่า ชิ้นไหนสวยถูกใจที่สุด ในราคาที่เท่ากัน

ธุรกิจแฮนด์เมด เป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ เป็นปัจจัยสำคัญ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ มีโลกประสบการณ์ที่ทันสมัย กล้าคิด กล้าลอง กล้าทำ มากกว่าผู้ประกอบการรุ่นเก่าเยอะ ผู้ประกอบการในธุรกิจแฮนด์เมด ควรปรับกลยุทธ์ตำแหน่งของสินค้า หรือ Positioning ให้เป็นสินค้าแฮนด์เมดที่อยู่ในตลาดระดับบน แล้วสร้างจุดเด่นของสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อเพิ่มจุดขายของสินค้า ให้เป็นสินค้า Life Style ที่สามารถสะท้อนรสนิยมของผู้ใช้ เพื่อที่จะอยู่รอด และเติบโตในธุรกิจแฮนด์เมดได้อย่างยั่งยืน ผมหมายถึง มีความสามารถในการสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจ ด้วยการส่งสินค้าไปจำหน่ายยังต่างประเทศในอนาคตได้ด้วย ผู้ประกอบการควรคำนึงถึงปัจจัยสำคัญคือ การออกแบบสินค้า เป็นประการสำคัญที่สุด การออกแบบสินค้า ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้า การออกแบบต้องคำนึงถึงความสวยงาม และประโยชน์การใช้สอย ให้สอดคล้องกับ Life Style ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย แต่ที่ลึกไปกว่านั้น ก็คือ

เราต้องออกแบบสินค้าให้มีความแตกต่าง จากสินค้าแฮนด์เมดที่วางขายอยู่ทั่วไป ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า เราเป็นสินค้าที่มีความแปลกตา ไม่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป
ประการต่อมาก็คือ เราต้องออกแบบสินค้าให้ยากต่อการลอกเลียนแบบ ซึ่งจะเกิดได้จากขั้นตอนการผลิตที่มีความซับซ้อน ประณีต ละเอียดอ่อน ใช้ทักษะเฉพาะ
ประการต่อมา การออกแบบให้เน้นความคงทนต่อการใช้งาน เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีราคาสูง ตอบสนอง Life style ของลูกค้าที่ต้องการใช้งานแฮนด์เมดเป็นประจำ ก็จะเป็นปัจจัยที่จะดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่นิยมใช้สินค้า แฮนด์เมด เพิ่มมากยิ่งขึ้น

การออกแบบโดยเลือกวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิต ควรเลือกวัตถุดิบที่มีความคงทน เหมาะสมกับกรรมวิธีการผลิต หากต้องการใช้วัตถุดิบที่มีความหลากหลายมาใช้เป็นส่วนประกอบของชิ้นงาน ควรเลือกวัตถุดิบที่สามารถผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน และช่วยเสริมให้รูปลักษณ์ของสินค้าที่ผลิตออกมา มีความสวยงาม หรือ อาจใช้วัสดุที่มีค่ามาประดับตกแต่งเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า เช่น อัญมณี เงิน ทอง นาค เป็นต้น